ความจริงว่าจะเขียนเรื่องนี้ตั้งหลายวัน แต่ยังไม่มีเวลาว่างวันนี้สบโอกาสเลยได้มาบรรเลงสักที ปกติอะไรที่เกี่ยวข้องกับไอ้เน่า ผมไม่อยากจะพูดถึงเท่าไหร่ ด้วยความที่เกลียดเข้าไส้ รวมถึง เจ๊เวนเกอร์ ที่ ไม่ค่อยชอบขี้หน้าอยู่แล้ว แต่กรณี ต้องยอมรับและอาจจะต้องกล่าวถึงบ้างในวันนี้
ใครจะคิดล่ะครับ ว่า ไอ้เน่าในวันนี้ มันทิ้งห่างเราไปไกลหลายขุม ทั้งผลงานในวนามและนอกสนาม ทีมเราเทียบไม่ติดจริงๆ
13 ปีที่ เวนเกอร์ เข้ามาปลุกปล้ำ เอ้ย ปลุกปั้น ไอ้เน่า จนกลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ ปฏิเสธไม่ไ้ด้เลยว่า เวนเกอร์ คือผู้วางรากฐานมาตลอด
ก่อนหน้านี้ ไอ้เน่าอาจจะผลงานดีกว่าเราก็จริง แต่ส่วนใหญ่คนโดยทั่วไปก็ยกย่อง แนวทางและวิธีการเล่นของเราไม่แพ้ ไอ้เน่า ถึงแม้จะไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ตาม
ด้วยแนวทางการเล่นบอลบนพื้น สวยงามและนักเตะที่เปี่ยมไปด้วยทักษะของทีมเรา ทำให้ ทีมเรายังพอเชิดหน้าชูตาอยู่ได้บ้าง
แต่หลังจาก เวนเกอร์ เข้ามาคุมทีม ในปี 96 ต่อจาก บรู๊ซ ริอ็อค ในเวลานั้น เวนเกอร์ ก็ทำให้ทีม น่าเบื่อ อย่าง ไอ้เน่า ที่มีฉายา มาตลอดว่า "บอริ่ง อารเซน่อล" กลายเป็นทีมที่ดึงดึงดูดทุกสายตา กลายเป็นทีมเล่นได้อย่างสวยงาม มีปรัชญาเกมรุก นักเตะเล่นด้วยทักษะ สุดยอด
จนปี 2003-2004 กลายเป็นทีมที่ได้รับ ฉายาว่า " The invincibles "หรือ ทีมไร้พ่าย ที่ทำสถิตไม่แพ้ใครถึง 49 นัด และ แนวทางการหานักเตะช้างเผือกมาปั้นจนกลายเป็นกุนซือที่ปั้นนักเตะดังๆ ประดับวงการมามายมาย
จะเห็นว่า 13 ปี ที่ผ่านมา ไอ้เน่าทิ้งห่างเราไปขนาดใน ทั้งผลงานและเกียริตยศ รวมถึงแนวทางการเล่น ขนาดสนามที่ใหญ่โตและทำเงินได้มากกว่าเรามากมาย สิ่งเรานี้ทีมเราเหมือนช่วงเวลาที่ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนที่ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของเพื่อนร่วมเมืองมาตลอด รวมถึง เชลซี ที่ผลาดขึ้นมาเป็นหนามยอกอกเราอีกในเวลาต่อมา
หากนับกุนซือเราที่คุมทีมมาตลอดในช่วง 13 ปี เราใช้ไปแล้วถึง 13 คน รวมพวกรักษาการชั่วคราว นับตั้งยุคกุนซือหัวฟู อย่าง เจอร์รี่ F4 เอ้ยยย ฟรานซิส จนโดนไล่ออก และให้ ฮิวส์ตันรักษาการอยู่พักนึง จน มีการเปิดตัว กุนซืออิมพอร์ต ที่หลายๆคน มองว่า ทีมเราอาจะประสบความสำเร็จแบบ ไอ้เน่าบ้าง เมื่อไปได้ ตัว คริส เตรียน โกรสส์ กุนซือหัวเหม่งมาจาก กราซฮอปเปอร์ ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ผลงานในเวลากำลังรุ่ง
แกเปิดตัวได้อย่างสุดยอด มานั่งรถไฟใต้ดินในงานเปิดตัวแถลงข่าวเป็นครั้งแรก ในเวลานั้นผมก็เอาใจช่วยแก แต่ด้วยปัญหาและอุปสรรค์ ด้านภาษา ทีีครั้งนึง พี่แมวเพชร แห่ง ซ็อคเกอร์ ที่เวลานั้นประจำการอยู่อังกฤษ บอกว่า แกพูดได้ แต่ คัมมอน คัมม่อน เท่าั้นั้น ในการสั่งการข้างสนาม
จนสุดท้ายก็โดนอัปหิออกไปแบบไม่มีใครเสียดายสักเท่าไหร่ เมื่อพาทีมหนีกตกชั้นได้แบบบหวุดหวิด ผลงานที่คนจำได้คือคนที่นำ คลิ้นมันส์ กลับมาเล่นอีกครั้ง พร้อม นิโกลาร์ แบร์ตี้ เท่านั้น
จากนั้น ก็คิดอะไรไม่ออก ก็ดึงลูกหม้ออย่าง เดวิด พลีท มาคุมทีมชั่วคราว ซึ่งทีมเราก็ผลงานทรงๆ จน อลัน ชูการ์ สร้างความตื่นตะลึง ไปดึงตัว จอร์จ แกรแฮม มาคุมทีม ในเวลานั้น สำหรับผมคือช่วงยุคมืดในการเชียร์อย่างแท้จริง มรอย่างเดียวที่ผมพอใจ คือ การดึงตัว ไซม่อน เดวิย์ และ แมทธิว เอเธอริงตัน จากปีเตอร์โบโร่ มาร่วทีม เพราะใน CM3 ตอนนั้น มันเก่งทั้งคู่จริงๆ
ถึงแม้จะมีแชมป์ ลีกคัพในปี 99 ติดมือมาบ้าง แต่แนวทางการเล่นที่ เกรแฮม ทำทีมในเวลานั้นบอกตรงๆครับว่าโครตเซ็ง เน้นเกมรับ เล่นในระบบ 3-5-2 แต่เกมรับก็ไม่ได้ดีขึ้นอะไร แถมยังทำให้ของดีอย่าง เซอร์เก เรบรอฟ ที่ตอนนั้นกำลังรุ่ง กลายเป็นดาวดับมาแล้ว
จนเมื่อ อลัน ชูการ ขายหุ้นให้กับกลุ่ม ENIC เข้ามาแทนที่ในปี 2001 ก็จัดการตะเพิด เกรแฮม ออกจากตำแหน่งและให้ เดวิด พลีท รักษาการแทนอยู่พักนึง และ เดเนียล เลวี่ และกลุ่ม ENIC ก็ต้องการซื้อใจเหล่าแฟนบอลในช่วงเข้ามาใหม่ด้วยการแต่งตั้ง เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ฮีโร่ตลอดกาลของแฟนบอลเข้ามาคุมทีม
เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ในเวลานั้น หลังจากคุมเชลซี ในช่วงจนๆ อยู่พักนึง ก้ได้เลื่อนขั้นไปคุมทีมชาติอังกฤษก่อนโดนไล่ออก และมาคุมทีมนักบุญ เซาธ์แธมตัน ในเวลานั้น ทีมเราต้องเสียเงินและค่าชดเชยไปดึงตัวมาคุมทีม และทุ่มเงินซื้อนักเตะ เซาธ์แธมตัน ในเวลานั้นมาร่วมทีมอยู่หนึ่งคน ซึ่งก็คือของปลอมทำเหมือน อย่าง ดีน ริชาร์ด กองหลังราคาแพงระยับถึง 8 ล้านปอนด์ในเวลานั้น
หากใครยังพอจำกันได้ เกมเปิดตัวของกองหลังคนนี้คือ เกมอัปยศที่ไม่มีใครลืม คือ การนำห่าง 3-0 แลพ แพ้ให้ไอ้กระสือแดง 5-3 ในครั้งนั้นที่ยังโดนพาดพิงทุกทีในวันนี้
ยุคของฮ็อดเดิ้ล ทีมเราในเวลานั้นกลายเป็นทีมรวมนักเตะชรา ไม่ว่า จะเป็น เท็ดดี้ เชอริง แฮม กุส โปเยต์ เลส เฟอร์ ดินานด์ ทิม เชอร์วู๊ด คริสเตียน ซีเก้ หรือ แม้แต่ ปีกกระดูกยุง ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน แต่ก็มีดาวรุ่งที่เชิดหน้าชูตา อย่าง แกรี่ โดเฮอร์ตี้ กองหน้า ที่เล่นกองหลังได้ดีกว่าตำแหน่งของตัวเอง ที่ผมพอจำได้
สุดท้าย เลวี่่ ก็คงทนไม่ไหว และเริ่มคิดอะไรที่น่าจะดีกว่านั้น ก็จัดการไล่ ฮ็อดเดิ้ล พร้อมตั้ง เดวิด พลีท คุมทีมชั่วคราวเป็นครั้งที่เท่าไหน่แล้วฟระ!! และสร้้างความฮือฮา เมื่อหันไปใช้แนวทางแบบภาคพื้นยุโรป
ด้วยการดึงตัว แฟร้งค์ อาร์เนเซ่น แมวมองและนักปั้นมือทอง มาจาก พีเอสวี ในเวลานั้น พร้อมแต่งตัง ฌักก์ ซองตินี่ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศสในเวลานั้นมาคุมทีมหลังจากจบฟุบอลยูโร 2004 และมี มาร์ติน โยล กุนซือแห่งปีของฮอลแลนด์ ในเวลานัี้นมาเป็นผู้ช่วย
เรียกว่าสร้างความหวังเรืองรองให้กับเหล่าสากไก่เดือยทองกันถ้วนหน้า นักเตะที่หมดสภาพ เริ่มโดนโละออกจากทีม จากทีมที่ขาดกองกลางตัวรับ กลายเป็นทีมที่กลางรับ แทบจะเหยียบกันตายในเวลานั้น
ในปี 2004 ใครที่ติดตามข่าวในตอนนั้น ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างน้อยต้องมีข่าวทีมเราซื้อนักเตะแทบทุกวัน ไม่ว่าจะชื่อดังหรือ ดาวรุ่ง ทีมเรากว้านซื้อมาตลอด ตอนนั้นตื่นเต้นมาก บอร์ดสเปอร์สไทยแลนด์ ยังเหลืองๆ อยู่เลย มี บอร์ด ของพี่ ไก่อู ที่เป็นแีรงบันดาลใจให้ผมทำบล๊อกนี้ขึ้นมา
ซองตินี่ คุมอยู่ได้ไม่กี่เดือน ก็ทำช๊อก ด้วยการขอลาออก พร้อมประเด็นความขัดแย้งกับ อาร์เนเซ่น รวมถึงรู้สึกว่าถูก มาร์ติน โยล แทงข้างหลัง จนสุดท้าย โยล ก็ก้าวขึ้นมาคุมทีมเต็มตัว ก่อนที่ ไอ้แฟร้งค์ หน้าเิงิน จะโยกตูดไปอยู่เชลซี โดยที่ทีมเราได้ค่าชดเชยไป 10 ล้านปอนด์
ผลงานของโยล ก็อย่างที่เรารู้กัน ว่า การได้อันดับ 5 สอง ปีติดและทีมก็เล่นด้วยแนวทางฟุตบอลเกมรุก ทำให้ทีมเรายกระดับมาตรฐานขึ้นมามากขึ้น แต่ด้วยความใจร้อนของ บอร์ดที่ไม่อดทนเท่าที่ควร จนไปดึงตัว ฆวนเด้ รามอส มาคุมทีม แต่ก็คุมได้แค่ปีเดียวและก็โดนไล่ออก เมื่อมีปัญหาในการคุมทีม ถึงแม้จะได้แชมป์ ลีกคัพ มาประดับตู้หนึ่งใบก็ตาม จนสุดท้าย ทีมเราก็ไปดึงลุงจ่ามาคุมทีมจนปัจจุบัน ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตจะจบลงแบบไหน
จะเห็นว่า 13 ปีที่ผ่านมา ไอ้เน่า มี เวนเกอร์ สร้างรากฐาน แมนยู มีป๋าคุมมากว่า 20 ปี แต่ทีมเราเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น ทีมขาดความต่อเนีื่อง และต้องสร้างนักเตะกลุ่มใหม่ๆตามความต้องการของผู้จัดการทีมแต่ละคนในการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องเสียไปในช่วง 13 ปีทีี่ผ่านมา ไม่ต้องโทษใคร นอกจากโทษความไม่อดทนของทั้งแฟนบอลและบอร์บริหาร ที่ต้องรับผิดร่วมกัน..















